โฆษณา

คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ตามมาตรา 50 | Savcurv

คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ตามมาตรา 50

คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับ 40(1)/(2)/(3) ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า ทั้งฝั่งผู้จ่ายและผู้รับ พร้อมโหมดออกให้ครั้งเดียว (gross-up) สำหรับใบ 50 ทวิ และ ภ.ง.ด.

สัดส่วนเงินได้ ภาษี และเงินสุทธิ

เปรียบเทียบยอดก่อนหัก ภาษีที่ต้องหัก และเงินที่ผู้รับได้รับ

อัตราจะเปลี่ยนอัตโนมัติเมื่อเลือกประเภท

ปรับเองได้ ถ้ามี DTA หรือบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ยอดก่อนหักภาษี เช่น ค่าบริการ 300,000 บาท (โหมดตลอดไป)

ใช้เฉพาะโหมดออกให้ครั้งเดียว (gross-up)

ทั่วไปเงินได้ 40(2) 40(6) ดอกเบี้ย 40(4)(ก) ถ้าจ่ายโดยบริษัทไทยให้ผู้รับต่างประเทศโดยไม่มี DTA ขึ้น 15%

ภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย
0
ฐานเงินได้
เงินสุทธิที่ผู้รับได้
ส่วนที่บริษัทออกแทน
ยอดที่ลงใน ภ.ง.ด.1ก (เงินได้)
ยอดที่ลงใน ภ.ง.ด.1ก (ภาษี)
ประเภทเงินได้ อัตรา หมายเหตุ
40(1) เงินเดือน/ค่าจ้าง1%สถานประกอบการจ่ายให้ลูกจ้าง
40(2) ค่าสินค้า/ค่าบริการ/ค่าธรรมเนียม3%ทั่วไป
40(3) ค่าสลาก/รางวัล/ชนะการแข่งขัน5%ไม่รวมลอตเตอรี่ 7%
40(4)(ก) ดอกเบี้ยเงินกู้1%กรณีผู้จ่ายร้านค้า/ธุรกิจ
40(4)(ข) ดอกเบี้ยเงินฝาก1%ธนาคาร/สถาบันการเงิน
40(5) ค่าเช่า5%ที่ดิน/อาคาร/ทรัพย์สิน
40(6) ค่าวิชาชีพอิสระ/ค่าก่อสร้าง3–5%กฎหมาย 5% แพทย์ 3% สถาปนิก 3%
40(7) ค่าขนส่ง/ขนถ่าย3%ระหว่างประเทศ 1%
40(8) ค่าโฆษณา2%
เงินปันผล (บุคคลที่ 3)10%50 ทวิ (1)(3)
ค่าลิขสิทธิ์/สิทธิบัตร5%50 ทวิ (1)
ผู้รับต่างประเทศ (ไม่มี DTA)15%50(2) กรณี 2

คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ตามมาตรา 50 ทั้งฝั่งผู้จ่ายและผู้รับ

ทุกครั้งที่บริษัทจ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า หรือจ่ายเงินปันผล กฎหมายภาษีอากรไทยกำหนดให้ หักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax, WHT) ไว้ ณ แหล่งที่จ่าย แล้วนำส่งกรมสรรพากร ถ้าเข้าใจสูตรและขั้นตอนไม่ดี อาจหักผิดอัตรา ลงรายการ ภ.ง.ด. ไม่ครบ หรือผู้รับเสียสิทธิเครดิตภาษีตอนยื่นปลายปี

เครื่องมือ คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของ Savcurv รองรับทั้ง 2 มุมมอง คือ ฝั่งผู้จ่าย (ต้องหักภาษีเท่าไหร่ ออกใบ 50 ทวิ ได้ถูกต้องหรือไม่) และ ฝั่งผู้รับ (เงินเข้าแต่ละงวดเสียภาษีเท่าไหร่ ใช้สิทธิ์เครดิตภาษีอย่างไร) พร้อมโหมด ออกให้ครั้งเดียว (gross-up) สำหรับผู้จ่ายที่ตกลงจ่ายภาษีแทนผู้รับ ใส่แค่ประเภทเงินได้ อัตรา และยอดเงิน ระบบจะคำนวณภาษี ฐานเงินได้ เงินสุทธิที่ผู้รับได้ และยอดที่ต้องลงใน ภ.ง.ด.1ก ให้ทันที

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร และใครต้องหัก

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ผู้จ่ายเงินได้ต้อง หักไว้ ณ แหล่งที่จ่าย แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทนผู้รับ โดยทั่วไปครอบคลุม 2 กลุ่มใหญ่ คือ

  • เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าสินค้า ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าวิชาชีพอิสระ ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ดอกเบี้ยเงินกู้ รางวัล เงินปันผล
  • เงินได้ที่ต้องหักตามมาตรา 50 ทวิ เช่น เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์ ดอกเบี้ยที่จ่ายให้ผู้รับในประเทศ/ต่างประเทศ

ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย คือ นิติบุคคล (บริษัท ห้างหุ้นส่วน สมาคม มูลนิธิ วัด โรงเรียนเอกชน ฯลฯ) ที่จ่ายเงินได้เข้าข่าย 40 ของประมวลรัษฎากร ส่วนบุคคลธรรมดาจ่ายให้บุคคลธรรมดาด้วยกันเอง ไม่ถือเป็นผู้มีหน้าที่หัก ยกเว้นบางกรณี

ถ้าไม่หักหรือหักไม่ครบ ต้องรับผิดทางแพ่ง เบี้ยปรับ 1 เท่า + เงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของภาษีที่ไม่หัก และลงโทษทางอาญาหากเจตนา ดังนั้นการใช้เครื่องมือคำนวณให้ตรงอัตรา ตรงประเภท จึงสำคัญมาก

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ (มาตรา 50)

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายแตกต่างกันตามประเภทเงินได้ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้

ประเภทเงินได้อัตราหัก ณ ที่จ่ายหมายเหตุ
40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า1% หรือ 2%กรณีกฎหมาย 1% ยกเว้นนายหน้า 2%
40(2) ค่าสินค้า ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม3%ทั่วไป
40(3) ค่าสลาก รางวัล ชนะการแข่งขัน5%ลอตเตอรี่ 7%
40(4)(ก) ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม1%กรณีผู้รับนิติบุคคลในประเทศ
40(4)(ข) ดอกเบี้ยเงินฝาก1%สถาบันการเงินจ่ายให้ผู้ฝาก
40(5) ค่าเช่า5%ที่ดิน อาคาร ทรัพย์สิน
40(6) ค่าวิชาชีพอิสระ3-5%กฎหมาย/วิศวกรรม 5% แพทย์/สถาปนิก 3%
40(7) ค่าขนส่ง/ขนถ่าย3%ระหว่างประเทศ 1%
40(8) ค่าโฆษณา2%
เงินปันผล (บุคคลที่ 3 ตาม 50(2) ข้อ 3)10%เป็นเครดิตให้ผู้รับ
ค่าลิขสิทธิ์/สิทธิบัตร5%50 ทวิ (1)
ผู้รับต่างประเทศ (ไม่มี DTA)15%50(2) ข้อ 2

หมายเหตุ: เงินปันผลที่บริษัทจดทะเบียนจ่ายให้ผู้ถือหุ้นรายย่อย มี 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 ผู้รับได้รับ 100 บาท (ไม่หัก หรือหัก 0%) เนื่องจากบริษัทจ่ายภาษี 23% แทนไว้ระดับนิติบุคคล ถ้าเป็นกรณีที่ 2/3 (เช่น บริษัทไม่จดทะเบียน หรือจ่ายจากกำไรสะสม) หัก 10%

สูตรและวิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย

การคำนวณ WHT มี 3 กรณีหลักที่ต้องเข้าใจ ดังนี้

กรณีที่ 1: ออกให้ตลอดไป (ผู้จ่ายจ่ายตามยอดก่อนภาษี)

ผู้จ่ายกำหนดยอดเงินก่อนภาษี (Pre-WHT) แล้วหักภาษีจากยอดนั้น เป็นกรณีมาตรฐานที่พบบ่อยที่สุด เช่น ใบแจ้งหนี้ค่าบริการ 300,000 บาท อัตรา 3%

ภาษี = ยอดก่อน WHT × อัตรา

เงินสุทธิที่ผู้รับได้ = ยอดก่อน WHT − ภาษี

ตัวอย่าง: ค่าบริการ 300,000 × 3% = 9,000 บาท ภาษี ผู้รับได้ 291,000 บาท

กรณีที่ 2: ออกให้ครั้งเดียว (Gross-up ผู้จ่ายจ่ายภาษีแทน)

ผู้จ่ายตกลงกับผู้รับว่าให้รับเงินสุทธิเท่านี้ ผู้จ่ายจ่ายภาษีแทน เป็นกรณีที่พบบ่อยกับเงินได้ 40(5) ค่าเช่า และค่าบริการที่ตกลงแบบ net amount

ฐานภาษี (ยอดก่อน WHT) = เงินสุทธิที่ผู้รับอยากได้ ÷ (1 − อัตรา)

ภาษีที่ผู้จ่ายออกแทน = ฐานภาษี × อัตรา

ยอดรวมที่ผู้จ่ายจ่ายจริง = ฐานภาษี + ภาษี

ตัวอย่าง: ผู้รับอยากได้ 10,000 บาท อัตรา 5% → ฐาน = 10,000 ÷ (1 − 0.05) = 10,526.32 บาท ภาษีที่บริษัทออกแทน ≈ 526.32 บาท

กรณีที่ 3: ฝั่งผู้รับ (มีใบ 50 ทวิ ใช้สิทธิเครดิตภาษี)

ผู้รับเงินได้ (เช่น ฟรีแลนซ์ ผู้รับเหมา) ได้รับเงินมาแล้วเห็นว่าถูกหักไว้ นำยอดภาษีที่ถูกหักไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีปลายปี

ภาษีเครดิต = ยอดเงินได้ก่อนหัก × อัตรา

สุทธิที่ผู้รับได้รับเงิน = ยอดเงินได้ก่อนหัก − ภาษี

วิธีใช้เครื่องมือคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทีละขั้น

  1. เลือก โหมด ว่าต้องการมุมมองฝั่งผู้จ่าย หรือฝั่งผู้รับ
  2. เลือก รูปแบบการออก ว่าจะออกให้ตลอดไป (recurring) หรือออกให้ครั้งเดียว (gross-up)
  3. เลือก ประเภทเงินได้ ระบบจะตั้งอัตราหัก ณ ที่จ่ายที่ตรงกับประเภทนั้นให้อัตโนมัติ
  4. ปรับ อัตรา เองได้ ถ้ามี DTA (อนุสัญญาภาษีซ้อน) หรือมีบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI)
  5. กรอก ยอดเงิน ฝั่งผู้จ่ายใส่ยอดก่อน WHT (โหมดตลอดไป) หรือยอดสุทธิที่จะให้ผู้รับ (โหมดครั้งเดียว) ฝั่งผู้รับใส่ยอดเงินได้ก่อนหัก
  6. ถ้าจ่ายให้ผู้รับต่างประเทศ ไม่มี DTA ติ๊กช่อง ระบบจะเพิ่มอัตราเป็น 15% ตามกฎหมาย (50(2) ข้อ 2)
  7. กด คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ดูภาษี ฐานเงินได้ เงินสุทธิที่ผู้รับได้ ยอดที่ลง ภ.ง.ด. และกราฟเปรียบเทียบ

เคล็ดลับ: กดปุ่ม preset (ค่าบริการ 5,000 / 50,000 / 300,000, ค่าเช่า, เงินปันผล, ตปท.) เพื่อโหลดตัวเลขจริงที่พบบ่อยแล้วดูผลลัพธ์ทันที

ตัวอย่างการคำนวณจริง

ตัวอย่าง 1 — บริษัทจ่ายค่าบริการ freelancing 300,000 บาท/เดือน

บริษัทจ้าง Freelance Designer ทำงาน 1 เดือน ค่าจ้าง 300,000 บาท ระบุในใบแจ้งหนี้แบบ Pre-WHT

  • ประเภท: ค่าบริการ 40(2) → อัตรา 3%
  • ภาษีที่หักได้: 300,000 × 3% = 9,000 บาท
  • ผู้รับ (freelance) ได้รับเงินสุทธิ: 291,000 บาท
  • ลงใน ภ.ง.ด.1ก: เงินได้ 300,000 ภาษี 9,000

บริษัทต้องออกใบ 50 ทวิให้ freelance ลงนาม เก็บไว้เป็นหลักฐาน

ตัวอย่าง 2 — บริษัทจ่ายค่าเช่าสำนักงาน (gross-up)

เจ้าของอาคารตกลงว่าต้องได้เงินสุทธิ 10,000 บาท/เดือน และไม่ต้องการรับภาระภาษี

  • อัตรา: 5% (ค่าเช่า 40(5))
  • ฐานภาษี: 10,000 ÷ (1 − 0.05) = 10,526.32 บาท
  • ภาษีที่บริษัทออกแทน: 526.32 บาท
  • ผู้รับได้รับเงินสุทธิ: 10,000 บาท
  • ยอดรวมที่บริษัทจ่ายจริง: 10,526.32 บาท

ตัวอย่าง 3 — ฝั่งผู้รับ ฟรีแลนซ์รับเงิน 50,000 บาท มีใบ 50 ทวิ

  • อัตรา: 1% (ค่าจ้างทำของ 40(1))
  • ภาษีที่บริษัทหักไว้: 500 บาท
  • เงินสุทธิที่รับ: 49,500 บาท

ฟรีแลนซ์นำภาษี 500 บาท ไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีปลายปี (ถ้าอัตราส่วนบุคคลสูงกว่า 1% ส่วนเกินได้คืน)

วิธีลงรายการใน ภ.ง.ด.1ก

เมื่อผู้จ่ายหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่อกรมสรรพากร มีให้เลือกตามประเภทเงินได้

แบบใช้สำหรับยื่นภายใน
ภ.ง.ด.1กเงินได้ 40(1)-(8) ทุกประเภท ยกเว้นลอตเตอรี่วันที่ 7 ของเดือนถัดไป
ภ.ง.ด.1ก (พิเศษ)ขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินวันที่จ่ายเงิน
ภ.ง.ด.3จ่ายเงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์ ดอกเบี้ยวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
ภ.ง.ด.53เงินได้ที่ไม่มีกำหนดยื่นประจำตามรายการที่ระบุ

ใน ภ.ง.ด.1ก ต้องลง 2 ยอด คือ (1) ยอดเงินได้ที่จ่าย และ (2) ภาษีที่หักไว้ ตัวอย่างเช่น ค่าบริการ 300,000 บาท หัก 3% ไว้ 9,000 บาท ก็ลง 300,000 ในช่องเงินได้ และ 9,000 ในช่องภาษี พร้อมแนบใบ 50 ทวิที่ผู้รับลงนาม

ผู้รับเงินต้องทำอะไร

ฝั่งผู้รับเงิน (ฟรีแลนซ์ ผู้รับเหมา ผู้รับค่าเช่า ผู้ถือหุ้น) เมื่อถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย มีสิทธิและหน้าที่ดังนี้

  • ลงนามในใบ 50 ทวิ: เก็บสำเนาไว้อย่างน้อย 5 ปี เพื่อใช้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษี
  • นำภาษีไปเป็นเครดิต: ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องจ่ายปลายปี ตามยอดที่ปรากฏใน ภ.ง.ด.1ก/ภ.ง.ด.3
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91: ตอนต้นปีถัดไป (มกราคม-มีนาคม) เพื่อสรุปภาษีทั้งปีและขอคืน/เสียเพิ่มตามจริง
  • ถ้าเสีย WHT 15% แต่อัตราส่วนบุคคลต่ำกว่า: ขอคืนภาษีส่วนเกินได้ เช่น ต่างชาติทำงานในไทย 6 เดือน มีรายได้ 200,000 ถูกหัก 15% = 30,000 แต่คำนวณภาษีส่วนบุคคลจริงได้ 7,500 ขอคืนได้ 22,500

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • หักผิดประเภท: หลายบริษัทหักค่าบริการ 40(2) ที่ 3% แต่จริง ๆ เป็นค่าก่อสร้าง 40(6) ต้องหัก 5%
  • ไม่ออกใบ 50 ทวิ: ถ้าไม่มีใบ ผู้รับไม่สามารถใช้สิทธิเครดิตได้ ผู้จ่ายอาจโดนปรับเบี้ยปรับ
  • หักภาษีแล้วไม่นำส่ง: ภาษีที่หักไว้ ต้องนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ไม่งั้นโดนเงินเพิ่ม 1.5%/เดือน
  • ลง ภ.ง.ด.1ก ไม่ครบ: ทุกครั้งที่หักต้องรายงาน ถ้าลงทะเบียนแบบ e-Filing ระบบจะแจ้งเตือนยอดที่ขาด
  • เงินปันผลจากบริษัทจดทะเบียน: ตรวจสลากอัตราเดิม (กรณีที่ 1) กับ 10% (กรณีที่ 2/3) ให้ดี ขึ้นกับที่มาของกำไร
  • ผู้รับต่างประเทศ: ถ้ามี DTA ต้องยื่นขอใบรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Certificate of Residence) และตรวจสอบอัตราตาม DTA ซึ่งอาจต่ำกว่า 15%

เคล็ดลับการจัดการ WHT ให้ราบรื่น

  • ออกใบ 50 ทวิทุกครั้ง: เก็บไฟล์ไว้อย่างน้อย 5 ปี บริษัทจะโดนตรวจได้
  • ตั้ง workflow หักภาษีกับจ่ายเงินเดือน: บริษัทใหญ่ใช้ ERP จะอัตโนมัติ แต่บริษัทเล็กต้องทำ checklist
  • สร้างใบหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็น excel template: เก็บยอดรายเดือน ส่งกรมสรรพากรตรงเวลา ลดความผิดพลาด
  • ตรวจใบแจ้งหนี้ก่อนจ่าย: ดูว่าเป็นแบบ Pre-WHT หรือ Net (Gross-up) เพื่อเลือกอัตราและโหมดออกให้ถูก
  • อย่าลืมเงินปันผล: บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งจ่ายปันผลที่มาจากกำไรสะสม ต้องหัก 10%
  • DTA คือหัวใจ: ถ้าทำธุรกรรมกับต่างประเทศ ส่ง Certificate of Tax Residence เพื่อลดหรือยกเว้น WHT

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย

1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต่างจาก VAT อย่างไร?

VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เป็นภาษีที่เก็บจากการขายสินค้าและบริการ ส่วน WHT เป็นภาษีเงินได้ที่หักจากการจ่ายค่าบริการ/ค่าจ้าง ผู้รับเงินได้ (ผู้รับบริการ) จะโดนทั้งสองตัว ถ้าทำธุรกิจที่ต้องเสีย VAT (เช่น บริษัทร้านอาหาร) และยังอาจโดน WHT ถ้าค่าบริการนั้นอยู่ในข่าย 40

2. ฟรีแลนซ์จ่ายภาษีเองหรือผู้ว่าจ้างหักให้?

ถ้าฟรีแลนซ์เป็นบุคคลธรรมดา รับงานจากบริษัท (นิติบุคคล) บริษัทจะเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย เช่น ค่าบริการ 50,000 บาท หัก 3% = 1,500 บาท ฟรีแลนซ์รับเงินสุทธิ 48,500 บาท แล้วเอา 1,500 ไปเป็นเครดิตตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ปลายปี ถ้าฟรีแลนซ์ทำงานกับบุคคลธรรมดาทั่วไป (ไม่ใช่นิติบุคคล) จะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องจ่ายภาษีเองตอนสิ้นปี

3. ใบ 50 ทวิ ต้องออกทุกครั้งที่จ่ายเงินใช่ไหม?

ใช่ ผู้จ่ายต้องออกใบ 50 ทวิ ให้ผู้รับลงนามรับ ทุกครั้ง ที่จ่ายเงินได้เข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะเป็นเงินสด โอน หรือเช็ค และเก็บสำเนาไว้อย่างน้อย 5 ปี ถ้าไม่มีใบนี้ กรมสรรพากรจะถือว่ายังไม่ได้หักภาษี ผู้จ่ายอาจต้องรับผิดเบี้ยปรับเป็น 1 เท่า + เงินเพิ่ม 1.5%/เดือน

4. ใช้ใบ 50 ทวิ ขอคืนภาษีได้ไหม?

ได้ ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้ (เช่น 10% ปันผล หรือ 15% ต่างประเทศ) สูงกว่าภาษีส่วนบุคคลที่คำนวณได้จริง ให้ยื่น ภ.ง.ด.90 ปลายปี เพื่อขอคืนส่วนต่าง กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีภายใน 30-60 วัน (กรณียื่นผ่าน e-Filing)

5. เงินปันผลจากหุ้น ต้องเสีย WHT เท่าไหร่?

ขึ้นกับสถานะของบริษัทผู้จ่ายและที่มาของกำไร กรณีที่ 1 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จ่ายจากกำไรที่เสียภาษี 23% แล้ว ผู้ถือหุ้นรายย่อยอาจได้รับเต็มจำนวนไม่ต้องหัก (ที่จริงผู้ถือหุ้นรายย่อยต้องนำไปรวมรายได้เสีย 10% ไม่ใช่หัก แต่ตัวเลขคล้ายกัน) กรณีที่ 2/3 บริษัทไม่จดทะเบียน หรือจ่ายจากกำไรสะสม/กำไรที่ยังไม่เสียภาษี ต้องหัก 10% ณ ที่จ่าย

6. ถ้าลืมหักภาษี ณ ที่จ่าย ทำยังไง?

ควรยื่นแบบ ภ.ง.ด.1ก พร้อมชำระภาษีที่ลืมหัก + เบี้ยปรับ 1 เท่า + เงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบย้อนหลัง ถ้าเป็นเหตุผิดพลาดจริง ๆ ไม่ได้เจตนา กรมสรรพากรมักพิจารณาลดหย่อนเบี้ยปรับได้

7. เงินได้จากการขายหุ้น/กองทุน ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม?

กำไรจากการขายหุ้นในตลาด SET ผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาต ได้รับยกเว้นภาษี Capital Gain (2565-2569) ส่วนกำไรจากกองทุนรวมเพื่อการลงทุน (กองทุนเปิด) ถ้าเป็น SSF/RMF ลดหย่อนได้ ถ้าเป็นกองทุนรวมทั่วไปกำไรจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในกองทุนเองที่ 0.5% (Accumulation class)

ลองใช้เครื่องมือ คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของ Savcurv ได้ทันที ใส่ประเภทเงินได้ อัตรา และยอดเงิน ระบบจะคำนวณภาษีและยอดที่ต้องลง ภ.ง.ด.1ก ให้ครบ พร้อมกราฟเปรียบเทียบยอดก่อนหัก ภาษี และเงินสุทธิที่ผู้รับได้

โฆษณา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ "นโยบายความเป็นส่วนตัว" และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ "จัดการคุ๊กกี้"

ข้อมูลที่ได้และใช้ประมวลผลจากการใช้คุกกี้นั้น ไม่มีการระบุชื่อ หรือบ่งบอกความเป็นตัวตนของท่านได้ อีกทั้งไม่มีการเก็บข้อมูลจำเพาะบุคคลเช่น ชื่อ อีเมล เป็นต้น และใช้เป็นข้อมูลทางสถิติเท่านั้น