โฆษณา

คำนวณค่าใช้จ่ายจริงสินเชื่อด่วน (Payday Loan True Cost)

คำนวณค่าใช้จ่ายจริงสินเชื่อด่วน (Payday Loan True Cost)

เปรียบเทียบเงินกู้ด่วน นาโนไฟแนนซ์ p2p และเงินกู้นอกระบบ เห็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (EAR) และเพดานกฎหมายในมุมมองเดียว

เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (EAR)

สีเขียว = ถูกกฎหมาย, สีเหลือง = เกินเพดาน, สีแดง = นอกระบบ

ปกติอยู่ที่ 1,000 - 100,000 บาท

ใช้เมื่อเลือกโหมด "ทบต้น" ด้านบน

สถานะตามกฎหมาย
ดอกเบี้ยรวม
0
ยอดรวมที่ต้องคืน
0
ค่างวดต่อเดือน
0
EAR - ดอกเบี้ยทบต้น (a)
0%
EAR - รวมค่าธรรมเนียม (b)
0%
เพดานกฎหมาย 0%
คำเตือน
งวดที่ เงินต้นคงเหลือ ดอกเบี้ยงวดนี้ ค่างวด

สินเชื่อด่วนคืออะไร และทำไมต้องคำนวณค่าใช้จ่ายจริง

สินเชื่อด่วน (Payday Loan) คือเงินกู้ระยะสั้นที่อนุมัติเร็วภายในวันเดียว ใช้กันแพร่หลายในกลุ่มคนที่ต้องการเงินเร่งด่วน อาทิ ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ ค่าเทอมลูก หรือปิดรอบรายจ่ายก่อนสิ้นเดือน หลายคนเข้าใจว่า "ดอกเบี้ย 2-3% ต่อเดือน ก็ไม่ได้แพง" แต่เมื่อคิดเป็น อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (EAR) ตัวเลขที่แท้จริงมักสูงถึง 30-40% ขึ้นไป ซึ่งเกินเพดานที่กฎหมายไทยกำหนดไว้สำหรับผู้ให้กู้ที่ถูกกฎหมายหลายประเภท

ปัญหาคือ คนกู้ส่วนใหญ่เปรียบเทียบแค่ "ดอกต่อเดือน" หรือ "ค่าธรรมเนียมแรกเข้า" มากกว่า "ต้นทุนตลอดอายุสัญญา" และ "อัตราต่อปี" เครื่องมือนี้ช่วยเปลี่ยนตัวเลขที่ดูเล็กให้กลายเป็นมุมมองจริง พร้อมเปรียบเทียบว่าสัญญาที่กำลังจะเซ็น ถูกกฎหมายหรือเกินเพดาน

ประเภทผู้ให้กู้และเพดานดอกเบี้ยตามกฎหมาย

ก่อนกู้ทุกครั้ง ควรรู้ว่าคนที่ปล่อยกู้อยู่ในประเภทไหน เพราะแต่ละประเภทมีเพดานดอกเบี้ยต่อปีที่กฎหมายอนุญาตไว้ต่างกัน

  • ธนาคาร / สถาบันการเงิน: เพดานสูงสุด 25% ต่อปี (ตาม พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินกู้ และเกณฑ์ ธปท.) ส่วนใหญ่คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เงินต้นลดลงเรื่อย ๆ
  • นาโนไฟแนนซ์: เพดาน 33% ต่อปี ตามเกณฑ์ ธปท. ปี 2565 ขึ้นไป มีใบอนุญาต ต้องเปิดเผยอัตราและค่าธรรมเนียมทุกประเภท
  • สินเชื่อ p2p (Peer-to-Peer): เพดาน 15% ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 654 ต้องขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต. ถ้าไม่ขึ้นทะเบียนให้ถือว่าผิดกฎหมาย
  • เงินกู้นอกระบบ: ไม่มีเพดาน เพราะถือว่าผิดกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่ก็ตาม ตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน

ถ้าแหล่งเงินกู้ของคุณคิดดอกเบี้ยสูงกว่าเพดานในกลุ่มแรก แปลว่า "ผู้ให้กู้กำลังทำผิดกฎหมาย" ไม่ใช่คุณที่ผิด และสัญญาส่วนใหญ่สามารถร้องเรียนหรือเรียกดอกเบี้ยส่วนเกินคืนได้

สูตรคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (EAR)

เครื่องมือนี้คำนวณ EAR ด้วย 2 วิธี เพราะวิธีเดียวอาจบอกไม่ครบ

วิธี (a) EAR แบบดอกเบี้ยทบต้น (Compound EAR)

สูตรคือ EAR = (1 + r/12)^12 − 1 เมื่อ r คืออัตราดอกเบี้ยต่อปี

  • ดอก 2.5%/เดือน → EAR = 34.49%
  • ดอก 2.75%/เดือน → EAR = 38.48%
  • ดอก 1.25%/เดือน → EAR = 16.08%

วิธีนี้ดูสูงกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย เพราะสมมติว่าดอกจ่ายเข้าเงินต้นทุกเดือนและทบใหม่ตลอด

วิธี (b) EAR แบบรวมค่าธรรมเนียม (Include-all-fees)

สูตรคือ EAR = (ยอดจ่ายจริง − เงินต้น) ÷ เงินต้น ÷ จำนวนปี × 100

  • กู้ 10,000 จ่ายรวม 11,500 ใน 6 เดือน → EAR = 30.0%
  • กู้ 10,000 จ่ายรวม 11,700 ใน 6 เดือน (รวมค่าธรรมเนียม 500) → EAR = 34.0%

วิธีนี้สมจริงกว่าเมื่อไม่มีการทบต้นจริง ใช้เปรียบเทียบกับเงินกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยแบบ flat

วิธีใช้เครื่องมือคำนวณ

  1. เลือกโหมด: "ผ่อนตามสัญญา" ถ้าจะผ่อนทุกเดือนตามตาราง หรือ "ทบต้น (ต่อสัญญา)" ถ้าคาดว่าจะหมุนเวียนกู้ใหม่ทับของเดิม
  2. กรอก เงินต้น เป็นบาท เช่น 10,000
  3. เลือก ประเภทผู้ให้กู้ ให้ตรงกับแหล่งที่กำลังจะกู้ เพื่อตรวจเพดานกฎหมาย
  4. กรอก ดอกเบี้ย/เดือน ตามที่ระบุในสัญญา (ไม่ใช่ต่อปี)
  5. กรอก ค่าธรรมเนียมแรกเข้า และ ค่าธรรมเนียม/เดือน ถ้ามี (อ่านจากสัญญา หรือสอบถามเจ้าหน้าที่)
  6. กรอก จำนวนเดือน และ จำนวนครั้งที่ทบต้น (เฉพาะโหมดทบต้น)
  7. กดปุ่ม "คำนวณ" หรือแก้ค่าใดค่าหนึ่ง ระบบจะคำนวณใหม่ทันที

ในหน้าผลลัพธ์ จะเห็น 5 ส่วนสำคัญ:

  • สถานะตามกฎหมาย สีเขียวหรือสีแดง บอกว่าเกินเพดานหรือไม่
  • ดอกเบี้ยรวม + ยอดที่ต้องคืน + ค่างวด/เดือน ดูภาระรวมทั้งสัญญา
  • EAR (a) ดอกเบี้ยทบต้น กับ EAR (b) รวมค่าธรรมเนียม เปรียบเทียบด้วยตัวเลขเดียวกัน
  • กราฟแท่ง เปรียบเทียบ EAR ของทุกประเภทผู้ให้กู้ สีแดงคือเกินเพดาน สีเขียวคืออยู่ในกรอบ

ตัวอย่างการคำนวณ 3 เคส

เคส A: กู้ธนาคาร 10,000 บาท ดอก 2.5%/เดือน 6 เดือน

  • ดอกเบี้ยรวม = 1,500 บาท
  • ยอดรวม = 11,500 บาท
  • ค่างวด = 1,917 บาท/เดือน
  • EAR Compound = 34.49%
  • EAR Include-fees = 30.00%
  • สถานะ: เกินเพดาน (25% สำหรับธนาคาร) เพราะ 30% > 25% ในทางปฏิบัติหมายความว่า สัญญาส่วนใหญ่คิดแบบ flat แต่เมื่อบวกค่าธรรมเนียมอื่นหรือคิดดอกล่วงหน้าอาจเกินเพดานได้

เคส B: นาโนไฟแนนซ์ 10,000 บาท ดอก 2.75%/เดือน 12 เดือน

  • ดอกเบี้ยรวม = 3,300 บาท
  • EAR Compound = 38.48%
  • สถานะ: เกินเพดาน (33% สำหรับนาโน) ถ้าสัญญาบอกแค่ 2.75%/เดือน แต่มีค่าธรรมเนียมเพิ่ม จะยิ่งเกินเพดาน ควรขอรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เคส C: เงินกู้นอกระบบ 5,000 บาท ดอก 10%/เดือน ทบต้น 3 ครั้ง

  • ทบต้น 4 รอบ (รอบแรก + 3 rollover) ดอก 10%/เดือน
  • ยอดรวมสุดท้าย = 7,320.50 บาท
  • EAR Compound ≈ 213.84%
  • สถานะ: ผิดกฎหมาย (ไม่มีเพดาน) ห้ามทำสัญญาต่อให้เด็ดขาด เสี่ยงถูกข่มขู่ ทวงหนี้ และคดีอาญา

วิธีอ่านผลลัพธ์

  • สถานะสีเขียว "ถูกกฎหมาย": อัตราอยู่ในเพดาน สัญญาปลอดภัย แต่ยังต้องดูค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ให้ครบ
  • สถานะสีเหลือง "เกินเพดาน": แม้ผู้ให้กู้มีใบอนุญาต แต่อัตราที่คิดจริงสูงกว่าที่กฎหมายอนุญาต มีสิทธิ์ร้องเรียน ก.ล.ต./ธปท.
  • สถานะสีแดง "นอกระบบ": ผิดกฎหมายทันที ให้หลีกเลี่ยงและหันไปใช้แหล่งเงินกู้ที่ถูกกฎหมาย
  • EAR สองค่า: ใช้ค่าไหนก็ได้ แต่ถ้าสัญญามีดอกทบต้นจริง ใช้ (a) ถ้าเป็น flat หรือมีค่าธรรมเนียมให้ใช้ (b)

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • อย่าดูแค่ดอกต่อเดือน: 2.5%/เดือน ฟังดูเล็กน้อย แต่เทียบเป็น 30-35% ต่อปี ซึ่งบัตรเครดิตปกติประมาณ 16-20% ต่อปี
  • อย่าลืมค่าธรรมเนียม: ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าดำเนินการ ค่าบริการรายเดือน ฯลฯ ต้องบวกเข้า EAR ด้วย ไม่งั้นตัวเลขจะต่ำกว่าความเป็นจริง
  • ทบต้นคือกับดัก: ถ้าไม่จ่ายทัน ผู้ให้กู้บางรายจะต่อสัญญาใหม่โดยคิดดอกทั้งหมดเป็นเงินต้นใหม่ วนไปเรื่อย ๆ หนี้จะพองตัว
  • โฆษณาชวนเชื่อ: หลายแอพ/เว็บโฆษณาว่า "ดอกต่ำ" แต่คิดรวมค่าธรรมเนียมแล้วสูงกว่าที่บอก ให้ใช้เครื่องมือนี้เช็คก่อนเซ็น
  • เงินกู้นอกระบบ: ไม่มีข้อพิพาททางกฎหมายให้พึ่ง ถ้าโดนข่มขู่หรือทวงหนี้เกินเหตุ ร้องเรียนสายด่วน 1300 หรือ สถานีตำรวจ
  • แอพสินเชื่อไม่มีใบอนุญาต: ตรวจรายชื่อกับ ธปท./ก.ล.ต. ก่อนทุกครั้ง ถ้าไม่อยู่ในทะเบียน ถือว่านอกระบบ

เคล็ดลับก่อนกู้เงินด่วน

  • เทียบ 3-4 แหล่งก่อน: ธนาคาร นาโนไฟแนนซ์ สหกรณ์ กองทุน p2p ที่ขึ้นทะเบียน ฯลฯ ใช้ตัวเลข EAR เดียวกันเทียบง่าย ๆ
  • ขอเอกสารสัญญาจริง: อ่านทุกหน้า ดู "อัตราดอกเบี้ย" "ค่าธรรมเนียม" "ค่าปรับล่าช้า" ให้ครบ
  • ใช้แหล่งเงินกู้ที่ถูกกฎหมายก่อนเสมอ: บัตรกดเงินสด เงินเดือนล่วงหน้าจากนายจ้าง สวัสดิการรัฐ กองทุนฉุกเฉินส่วนตัว
  • ถ้าเคยเซ็นไปแล้ว: เอาสัญญามาเช็คกับเครื่องมือนี้ ถ้าเกินเพดานจริง สามารถร้องเรียน ก.ล.ต./ธปท. เพื่อเรียกเงินต้นคืนส่วนเกินได้
  • อย่ากู้เพื่อปิดหนี้: กู้สินเชื่อด่วนมาปิดบัตรเครดิตมักจบด้วยหนี้สองทาง ให้คำนวณ DTI ก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สินเชื่อด่วนถูกกฎหมายหรือไม่?

ขึ้นกับผู้ให้กู้ ถ้าเป็นธนาคาร นาโนไฟแนนซ์ หรือ p2p ที่มีใบอนุญาต ถือว่าถูกกฎหมาย แต่ต้องอยู่ในเพดานดอกเบี้ยที่กำหนด ถ้าเป็นเงินกู้นอกระบบที่ไม่มีใบอนุญาต ถือว่าผิดกฎหมายทันที ไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่ก็ตาม

ดอก 2.5% ต่อเดือน ถือว่าแพงไหม?

ค่อนข้างแพงสำหรับการกู้ระยะสั้น เมื่อแปลงเป็น EAR แบบทบต้นจะได้ประมาณ 34.49% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าบัตรเครดิตทั่วไป (16-20%) เกือบ 2 เท่า ใช้ได้ในกรณีฉุกเฉินจริง ๆ แต่ไม่ควรเป็นทางออกระยะยาว

เงินกู้นอกระบบเรียกดอกเท่าไหร่ผิดกฎหมาย?

ทุกอัตรา เงินกู้นอกระบบไม่มีใบอนุญาต ถือว่าผิดกฎหมาษทุกกรณี นอกจากนี้ยังอาจเข้าข่าย พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน ถ้ามีการข่มขู่ทวงหนี้ ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด

EAR ต่างจากดอกเบี้ยที่สัญญาระบุอย่างไร?

EAR คืออัตราต่อปีจริง ๆ สัญญามักเขียนดอกเป็นรายเดือนหรือรายวันเพื่อให้ตัวเลขดูเล็ก แต่ EAR คือดอกเบี้ยที่แท้จริงเมื่อคิดต่อปี EAR สูงคือแพง EAR ต่ำคือถูกกว่า

ร้องเรียนสินเชื่อเกินเพดานได้ที่ไหน?

ติดต่อ ธปท. (สายด่วน 1213) หรือ ก.ล.ต. (สายด่วน 1207) หรือร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ทางการ พร้อมแนบสัญญา หลักฐานการจ่ายดอก ฯลฯ ท่านสามารถเรียกดอกเบี้ยส่วนเกินคืนได้

สินเชื่อด่วนมีทางเลือกอื่นไหม?

มีหลายทางเลือกที่ถูกกว่าและปลอดภัยกว่า บัตรกดเงินสด (ดอก ~16-20%/ปี) สินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคาร เงินเดือนล่วงหน้าจากนายจ้าง หรือกองทุนฉุกเฉินที่ตั้งไว้ในบัญชีออมทรัพย์

คำนวณให้เห็นตัวเลขจริงก่อนตัดสินใจ เปรียบเทียบทุกทางเลือก และหลีกเลี่ยงเงินกู้ที่เกินเพดานทุกกรณีครับ

โฆษณา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ "นโยบายความเป็นส่วนตัว" และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ "จัดการคุ๊กกี้"

ข้อมูลที่ได้และใช้ประมวลผลจากการใช้คุกกี้นั้น ไม่มีการระบุชื่อ หรือบ่งบอกความเป็นตัวตนของท่านได้ อีกทั้งไม่มีการเก็บข้อมูลจำเพาะบุคคลเช่น ชื่อ อีเมล เป็นต้น และใช้เป็นข้อมูลทางสถิติเท่านั้น