ประมาณยอดลดหย่อนภาษีสูงสุด 50,000 บาท (30,000 ทั่วไป + 20,000 กลุ่ม OTOP/วิสาหกิจชุมชน) จากยอดใช้จ่ายผ่าน e-Receipt ช่วง ม.ค.–28 ก.พ. 2568
เปรียบเทียบยอด e-Receipt กลุ่มทั่วไปและ OTOP กับเพดาน 30,000/20,000
ใช้คำนวณอัตราภาษีส่วนบุคคลโดยประมาณ (progressive brackets 2566+)
มีผลกับค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
สินค้า/บริการทั่วไปที่ซื้อผ่าน e-Receipt ช่วงโครงการ
ต้องมีหนังสือรับรองจาก กยท./อุตสาหกรรมจังหวัด
ใส่ยอดเองเพื่อความแม่นยำ (ถ้าเว้นว่าง ระบบจะคำนวณจากขั้นบันได)
คำนวณจากเงินได้, ค่าใช้จ่าย 100k, ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60k
| สถานการณ์ | ยอดใช้จ่าย | ลดหย่อนได้ | ประหยัดภาษี |
|---|
โครงการ Easy E-Receipt 2.0 ของกรมสรรพากรปีภาษี 2568 มอบสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ผู้ซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ลงทะเบียน e-Receipt ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2568 จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 รวมมูลค่าสูงสุด 50,000 บาท แบ่งเป็นกลุ่มทั่วไป 30,000 บาท และกลุ่ม OTOP/วิสาหกิจชุมชนอีก 20,000 บาท เครื่องมือ คำนวณลดหย่อน Easy E-Receipt ของ Savcurv ช่วยประมาณยอดลดหย่อน ประหยัดภาษี และยอดใช้จ่ายที่เหลือทิ้ง เพื่อให้วางแผนการใช้จ่ายในช่วงโครงการได้คุ้มค่าที่สุด
หัวใจของโครงการคือ กลุ่มทั่วไป ใช้จ่ายกับสินค้า/บริการที่ร้านค้าลงทะเบียน e-Receipt ทั่วประเทศ ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท ส่วน กลุ่ม OTOP/วิสาหกิจชุมชน ต้องซื้อจากผู้ประกอบการที่ได้รับหนังสือรับรองจาก กยท. หรืออุตสาหกรรมจังหวัด ลดหย่อนได้อีก 20,000 บาท รวมสองกลุ่มไม่เกิน 50,000 บาท
Easy E-Receipt เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกรมสรรพากรที่ใช้เทคโนโลยีใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เพื่อให้ประชาชนได้ลดหย่อนภาษีเพิ่มจากการใช้จ่ายจริง ต่างจากโครงการรอบแรก (ปีภาษี 2567) รอบที่สองเพิ่ม cap สำหรับกลุ่ม OTOP/วิสาหกิจชุมชน ขึ้นมาเป็นกลุ่มเฉพาะ เพื่อดึงเงินให้หมุนเวียนในเศรษฐกิจชุมชน
รอบ 2568 เพิ่มความเข้มงวดเรื่องใบเสร็จ ต้องเป็น e-Receipt ที่ออกโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และเข้าร่วมโครงการเท่านั้น ไม่ใช่ใบกำกับภาษีกระดาษ และทางกรมสรรพากรเน้นย้ำให้เก็บ QR code ใบเสร็จไว้เพื่อตรวจสอบย้อนหลัง
ความแตกต่างจากลดหย่อนอื่น ๆ เช่น ลดหย่อนบริจาค ลดหย่อน SSF/RMF คือ Easy E-Receipt ต้องอาศัย หลักฐานการจับจ่ายจริง ไม่ใช่แค่ตั้งใจจะลดหย่อน ดังนั้นแผนใช้จ่ายในช่วง ม.ค.–ก.พ. จึงเป็นโอกาสที่ดีในการซื้อสิ่งที่ต้องใช้อยู่แล้ว และเก็บใบเสร็จไว้ให้ครบ
การคำนวณมี 3 ขั้นตอนหลัก
ลดหย่อนกลุ่มทั่วไป = min(ยอดใช้จ่ายกลุ่มทั่วไป, 30,000)
ลดหย่อนกลุ่ม OTOP = min(ยอดใช้จ่าย OTOP, 20,000)
รวมลดหย่อน = min(ลดหย่อนกลุ่มทั่วไป + ลดหย่อนกลุ่ม OTOP, 50,000)
ถ้าใช้จ่ายกลุ่มทั่วไป 25,000 บาท OTOP 15,000 บาท ลดหย่อนได้ 25,000 + 15,000 = 40,000 บาท ถ้าใช้เกิน cap ระบบจะ cap แต่ละกลุ่มแล้วจึง cap รวม ตัวอย่างเช่น ใช้กลุ่มทั่วไป 50,000 + OTOP 10,000 = 60,000 ก็จะ cap เป็น 30,000 + 10,000 + (อีก 10,000 ตกน้ำ)
อัตราภาษี effective ของแต่ละคนไม่เท่ากัน คำนวณจาก
ค่าใช้จ่าย = min(เงินได้ × 50%, 100,000)
เงินได้สุทธิ = เงินได้ − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000) − ลดหย่อนอื่น ๆ
ภาษี = progressive_brackets(เงินได้สุทธิ)
effective rate = ภาษี ÷ เงินได้สุทธิ
ขั้นบันได 2566+ เช่น 150,000 แรก 0%, 150,001–300,000 = 5%, 300,001–500,000 = 10%, 500,001–750,000 = 15%, 750,001–1,000,000 = 20%, 1,000,001–2,000,000 = 25%, 2,000,001–5,000,000 = 30%, เกิน 5M = 35%
ประหยัดภาษี = รวมลดหย่อน × effective rate
เช่น ลดหย่อนได้ 40,000 บาท effective rate = 6.95% → ประหยัด ≈ 2,780 บาท ถ้าเงินได้สูงขึ้น effective rate สูงขึ้น ประหยัดภาษีมากขึ้น (เช่น เงินได้ 1.5 ล้าน effective rate ~13% → ประหยัด ~6,500 บาท)
เคล็ดลับ: กดปุ่ม preset (ยอดน้อยกว่า cap / ทั่วไปเต็ม cap / OTOP เต็ม cap / ใช้ครบ 50k / ใช้จ่ายน้อย / ใช้จ่ายเยอะ) เพื่อโหลดตัวเลขจริงที่พบบ่อย แล้วดูผลลัพธ์เปรียบเทียบ
ตัวอย่าง 1 — พนักงานเงินเดือน 750,000 บาท/ปี ใช้จ่ายกลุ่มทั่วไป 25,000 + OTOP 15,000
ตัวอย่าง 2 — เจ้าของกิจการ เงินได้ 1,200,000 บาท/ปี ใช้จ่ายกลุ่มทั่วไป 35,000 + OTOP 20,000
ตัวอย่าง 3 — ฟรีแลนซ์ เงินได้ 480,000 บาท/ปี ใช้จ่ายกลุ่มทั่วไป 10,000 + OTOP 5,000
เห็นได้ว่าเงินได้น้อย effective rate ต่ำ ประหยัดภาษีน้อย แต่ถ้าเพิ่มการใช้จ่าย OTOP/thaiway ตามที่กรมสรรพากรส่งเสริม จะคุ้มค่ามากกว่า
หลักฐานสำคัญที่ต้องเก็บ คือ e-Receipt ที่ออกโดยร้านค้าผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในรูปแบบ QR code หรือใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านแอปหรือ SMS ที่ระบบ e-Receipt portal ของกรมสรรพากรอนุมัติ ใบเสร็จจะมีรายการอย่างน้อย
ตรวจสอบผ่าน e-Receipt portal (ereceipt.rd.go.th) กรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ ระบบจะแสดงรายการ e-Receipt ที่ออกให้ทั้งหมดในช่วง ม.ค.–ก.พ. และยอดสะสมที่นับเป็นลดหย่อน
ถ้าผ่านช่องทาง e-Wallet (TrueMoney, PromptPay, ShopeePay) ต้องเช็คว่าร้านรับชำระและออก e-Receipt ให้ บางร้านออกแค่ใบกำกับภาษีกระดาษ ต้องขอใบ e-Receipt เพิ่ม หรือเลือกร้านอื่น
ปีภาษี 2568 ใช้ได้ตั้งแต่ 6 มกราคม 2568 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 (ราว 8 สัปดาห์) การซื้อก่อนหรือหลังช่วงนี้ไม่นับ ยกเว้นกรณีจองล่วงหน้าและเข้าพัก/รับบริการในช่วงโครงการ ให้เช็คประกาศกรมสรรพากรเพิ่มเติมเพราะอาจมีเงื่อนไขเฉพาะ
ต้องเป็นร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt ดูได้จากป้าย Easy E-Receipt หน้าร้าน หรือสอบถามร้าน ปกติร้านใหญ่ ๆ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้าน OTOP ในตลาดชุมชนเข้าร่วมเกือบทั้งหมด
ต้องเป็นสินค้าจากผู้ประกอบการที่ได้รับหนังสือรับรองจาก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กรอ.) หรือ อุตสาหกรรมจังหวัด หรือขึ้นทะเบียน OTOP ของ กยท. ใบรับรองจะระบุเลขทะเบียน ชื่อผลิตภัณฑ์ และช่วงเวลา ถ้าไม่มีใบ ระบบจะนับเป็นกลุ่มทั่วไป cap 30,000
ได้ แต่ต้องระวังเพดานรวม ลดหย่อนกลุ่มกองทุน SSF/RMF/PVD/Thai ESG รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท ส่วน Easy E-Receipt เป็นกลุ่มลดหย่อนเพิ่มจากค่าใช้จ่าย ไม่นับรวม ceiling 500k ดังนั้นใช้คู่กันได้สบาย แต่ลดหย่อนส่วนตัว+ค่าใช้จ่ายยังคงเดิม
ไม่ได้ ปีภาษี 2567 (รอบแรก) กับ ปีภาษี 2568 (รอบ 2.0) เป็นคนละปีภาษี ใช้แยกกัน Easy E-Receipt 2.0 ใช้ได้เฉพาะปี 2568 ถ้าปี 2567 ยื่นไปแล้ว ต้องนับยอดลดหย่อนรอบแรกเป็น 30,000 บาทรวม เพดาน 50,000 บาทของรอบ 2.0 เป็นของปี 2568 เท่านั้น
ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (กรณีมีเงินได้ทั้งปี) หรือ ภ.ง.ด.91 (กรณีมีเงินได้หลายประเภท) ปกติ ขั้นตอนระบบ e-Filing จะมีช่องลดหย่อน "ใบ e-Receipt ตามโครงการ Easy E-Receipt 2.0" ให้กรอกยอดแยกกลุ่มทั่วไปและ OTOP ตรวจสอบที่ e-Receipt portal แล้วยอดในช่องตรงกันให้ยื่นได้เลย
ร้านค้าที่ลงทะเบียน Easy E-Receipt ต้องออกทั้งใบกำกับภาษีและ e-Receipt แต่ในทางปฏิบัติบางร้านออกแค่กระดาษ ถ้าเป็นเช่นนั้น ให้ขอใบ e-Receipt เพิ่ม หรือถ้าร้านไม่มีระบบจริง ๆ ควรเลือกร้านอื่นที่เข้าร่วมโครงการ เพราะยอดที่ไม่มี e-Receipt ไม่นับเป็นลดหย่อน
ลองใช้เครื่องมือ คำนวณลดหย่อน Easy E-Receipt ของ Savcurv ได้ทันที ใส่เงินได้ ยอดใช้จ่ายกลุ่มทั่วไปและ OTOP ระบบจะคำนวณยอดลดหย่อนที่ใช้ได้และประหยัดภาษีโดยประมาณ พร้อมกราฟเปรียบเทียบยอดใช้จ่ายจริงกับ cap 30,000/20,000 เห็นทันทีว่าจุดไหนเกิน cap
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ "นโยบายความเป็นส่วนตัว" และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ "จัดการคุ๊กกี้"