โฆษณา

คำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล Final 10% vs Aggregate + Credit

คำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล (Final 10% vs Aggregate + Credit)

เปรียบเทียบ 2 วิธีจัดการภาษีเงินปันผลหุ้นไทย: ยอมรับ 10% หัก ณ ที่จ่าย หรือนำไปรวมรายได้เพื่อขอเครดิตภาษีคืน

ภาษีเงินปันผลสุทธิเทียบ 2 วิธี (โดยอัตราภาษีบุคคลธรรมดา)

ดูว่าที่อัตรา PIT ของคุณ วิธีไหนประหยัดกว่า เงินปันผลเข้าบัญชี 50,000 - 10% WHT = 45,000 บาท

รวมปันผลจากหุ้นทุกตัวในปีภาษีนั้น กองทุนรวมหุ้นที่จ่ายปันผลเข้าข่ายด้วย

ดูจากหนังสือหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ส่วนใหญ่บริษัทจดทะเบียนจะเป็น 20%

ใช้อัตราส่วนเพิ่มที่ใบแจ้งยอดภาษี หรือประมาณจากรายได้สุทธิต่อปีหลังหักค่าใช้จ่าย

วิธีที่ 1: ยอมรับ 10% หัก ณ ที่จ่าย (Final Tax)

ภาษีที่จ่ายไปแล้ว
0 บาท
เงินสดเข้าบัญชี
0 บาท
สถานะ
จบ ไม่ต้องทำอะไร

วิธีที่ 2: นำไปรวมรายได้ + ใช้เครดิตภาษี

เครดิตภาษีเงินปันผล
0 บาท
ปันผลย้อนกลับก่อนหักภาษีนิติบุคคล
0 บาท
ภาษีบุคคลธรรมดาที่ต้องจ่าย
0 บาท
ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไป
0 บาท
เงินภาษีที่ขอคืนได้
0 บาท
ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม
0 บาท

เปรียบเทียบทุกอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (ใช้ตัวเลขปัจจุบันของคุณ)

อัตรา PIT ภาษีสุทธิ (วิธี A: Final) ภาษีสุทธิ (วิธี B: Credit) ความต่าง คำแนะนำ

เครดิตภาษีเงินปันผล คืออะไร แล้วต้องขอคืนยังไง

เครดิตภาษีเงินปันผล (Dividend Tax Credit) คือเครื่องมือที่กรมสรรพากรมอบให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการเสียภาษีบนเงินปันผล เพราะตามหลักการ กำไรของบริษัทถูกเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อจ่ายออกมาเป็นปันผลให้ผู้ถือหุ้น ก็ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10% ถ้านักลงทุนนำปันผลไปรวมรายได้เพื่อเสียภาษีบุคคลธรรมดาอีก จะกลายเป็น "เสียภาษีซ้ำซ้อน" 2 ชั้น เครดิตภาษีเข้ามาช่วยขอคืนส่วนที่เสียซ้ำได้

เครื่องมือนี้ช่วยให้คุณเปรียบเทียบทั้ง 2 วิธีที่กฎหมายเปิดให้เลือก ได้แก่ วิธี Final 10% ที่จบที่การหัก ณ ที่จ่ายเลย และ วิธี Aggregate + Credit ที่นำไปรวมรายได้เพื่อขอเครดิตคืน พร้อมคำแนะนำว่าวิธีไหนเหมาะกับฐานภาษีของคุณ

ทำไมภาษีเงินปันผลถึงเป็นเรื่องที่คนไทยต้องรู้

คนไทยลงทุนหุ้นใน SET กันเยอะ ตลาดหลักทรัพย์มีหุ้นจดทะเบียน 700 กว่าตัว ส่วนใหญ่จ่ายปันผลปีละ 1-2 ครั้ง ถ้าพอร์ตมีหุ้น 10-20 ตัว ปันผลรวมต่อปีอาจหลักหมื่นถึงหลักแสน

  • พอร์ตเล็ก: ปันผลปีละ 30,000-100,000 บาท ภาษีที่หัก 3,000-10,000 บาท ถ้าเลือกวิธีผิด อาจเสียโอกาสขอคืนหลายพันบาท
  • พอร์ตกลาง: ปันผล 200,000-500,000 บาท ภาษีหัก 20,000-50,000 บาท ถ้าไม่ยื่นขอเครดิต อาจเสียภาษีซ้ำซ้อน หรือเสียโอกาสคืนเงินหลายหมื่น
  • พอร์ตใหญ่: ปันผลเป็นล้าน ภาษีหักหลักแสน การเลือกวิธีผิดอาจแพ้หลักแสนต่อปี
  • กองทุนรวมหุ้น: กองทุนที่จ่ายปันผลก็เข้าข่ายเดียวกัน นักลงทุน RMF/SSF ที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมอาจพลาดเรื่องนี้ได้

ปันผลที่ได้รับเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 มาตรา 40(4)(ข) ตามประมวลรัษฎากร ต่างจากเงินเดือน (ม.40(1)) หรือค่าเช่า (ม.40(2)) แต่ก็นับรวมรายได้พึงประเมินต่อปีเหมือนกัน ถ้ารายได้รวมเกิน 120,000 บาทต่อปี ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91

ภาษีเงินปันผลในไทย เลือกได้ 2 วิธี

ตามกฎกระทรวง ป.119/2545 และคำอธิบายของกรมสรรพากร ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดามีสิทธิเลือก 2 แนวทางในการจัดการภาษีเงินปันผล

วิธีชื่อเรียกขั้นตอนเหมาะกับใคร
AFinal Taxยอมรับ 10% ที่หัก ณ ที่จ่าย จบที่นี่ ไม่ต้องยื่นเพิ่มคนรายได้สูง (PIT ≥ 20%)
BAggregate + Creditนำปันผลไปรวมรายได้ คำนวณ PIT แล้วใช้ เครดิตภาษี หักออกคนรายได้น้อย/กลาง (PIT ≤ 15%) หรือคนไม่มีรายได้อื่น

วิธี A: Final 10% — จบที่ ณ ที่จ่าย

ทุกครั้งที่บริษัทจ่ายปันผล บริษัทจะหัก 10% เข้ากรมสรรพากรให้แล้ว ถ้าเลือกวิธีนี้ถือว่าจบ ไม่ต้องนำไปรวมรายได้ตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 ภาษีรวมที่จ่ายคือ 10% ของเงินปันผลก่อนหัก

ข้อดี: สะดวก ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องลุ้นกรมสรรพากรคืนเงินช้า

ข้อเสีย: ถ้า PIT ของคุณต่ำกว่า 10% เสียเปรียบ เพราะจ่ายเกินจริง

วิธี B: Aggregate + Credit — ขอคืนเครดิตภาษี

นำปันผลทั้งหมด (ก่อนหัก ณ ที่จ่าย) ไปรวมรายได้ประจำปี คำนวณภาษีตามขั้นบันได PIT ปกติ แล้วใช้ เครดิตภาษีเงินปันผล หักลดภาษีที่ต้องจ่าย สูตรคำนวณเครดิตคือ

เครดิตภาษีเงินปันผล = (เงินปันผลสุทธิ × อัตราภาษีนิติบุคคล) ÷ (100 − อัตราภาษีนิติบุคคล)

บริษัทจดทะเบียนใน SET ส่วนใหญ่เสียภาษีนิติบุคคล 20% ดังนั้น สูตรจะเป็น เครดิต = เงินปันผลสุทธิ × 20/80 หรือคิดง่าย ๆ คือ คูณ 0.25

ข้อดี: ถ้า PIT ต่ำกว่า 25% จะได้เงินภาษีคืน เพราะจ่าย WHT ไป 10% แต่ PIT ที่คำนวณได้จริงน้อยกว่า

ข้อเสีย: ต้องยื่นแบบ ยื่นเอกสาร รอเงินคืนอาจใช้เวลา 6 เดือนถึง 2 ปี บางครั้งถูกตรวจสอบภาษี

สูตรคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล

สูตรคำนวณพื้นฐาน (RD ป.119/2545):

เครดิตภาษีเงินปันผล = เงินปันผลสุทธิ × [อัตราภาษีนิติบุคคล ÷ (100 − อัตราภาษีนิติบุคคล)]

  • เงินปันผลสุทธิ = เงินปันผลก่อนหัก × 0.90 (เนื่องจากถูกหัก 10% ไปแล้ว)
  • อัตราภาษีนิติบุคคล = ดูจากหนังสือหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) หรือเว็บไซต์บริษัท

ตัวอย่าง: บริษัทจ่ายปันผล 10,000 บาท → หัก WHT 1,000 ได้สุทธิ 9,000 ถ้าบริษัทจ่ายจากกำไรที่เสียภาษี 20% → เครดิต = 9,000 × 20÷80 = 2,250 บาท

โครงสร้างคำนวณ:

  • เงินปันผลก่อนหัก: G
  • ภาษี ณ ที่จ่าย: G × 10% (จ่ายแล้ว ไม่ได้เข้าบัญชี)
  • เงินปันผลสุทธิ: G × 90% (เข้าบัญชี)
  • เครดิตภาษี: (G × 90%) × (c% ÷ (100 − c%))
  • เงินปันผลย้อนกลับก่อนหักภาษีนิติบุคคล: (G × 90%) × (100 ÷ (100 − c%))
  • ภาษีบุคคลธรรมดาที่ต้องจ่าย: เงินปันผลย้อนกลับ × (p% ÷ 100)
  • เงินภาษีที่ขอคืนได้: max(0, WHT − PIT_due)

Broken-even point (จุดที่ทั้ง 2 วิธีเสมอกัน) คืออัตรา PIT ของคุณ = c% × 100 ÷ (100 − c%) ถ้า c = 20% → PIT ของคุณ = 25% ถ้า PIT ของคุณ ≤ 25% → วิธี B คุ้มกว่า

ตัวอย่างการคำนวณจริง

ตัวอย่างที่ 1: นักลงทุนมือใหม่ — ปันผล 50,000 บาท PIT 10%

  • เงินปันผลก่อนหัก: 50,000 บาท
  • WHT ถูกหัก: 5,000 บาท
  • เงินเข้าบัญชี: 45,000 บาท
  • วิธี A: จ่ายภาษี 5,000 บาท จบ ไม่ต้องยื่นเพิ่ม
  • วิธี B: ฐาน PIT = 56,250 (45,000 + 20/80 × 45,000) × 10% = 5,625 บาท ต้องจ่ายเพิ่ม 625 บาท (5,625 − 5,000 = 625)
  • คำแนะนำ: วิธี A ดีกว่าเล็กน้อย สะดวกกว่า ไม่ต้องยื่น

ตัวอย่างที่ 2: ผู้มีรายได้น้อย — ปันผล 30,000 บาท PIT 5%

  • เงินปันผลก่อนหัก: 30,000 บาท
  • WHT: 3,000 บาท
  • เงินเข้าบัญชี: 27,000 บาท
  • วิธี A: จ่ายภาษี 3,000 บาท
  • วิธี B: เครดิต = 27,000 × 0.25 = 6,750 ฐาน PIT = 33,750 × 5% = 1,687.5 บาท เงินที่ WHT หักไป 3,000 > 1,687.5 → ขอคืน 1,312.5 บาท
  • คำแนะนำ: วิธี B คุ้มมาก ขอคืนได้ 1,312 บาท ใช้เวลายื่นแบบ 6 เดือน-1 ปี

ตัวอย่างที่ 3: นักลงทุนหนัก — ปันผล 1 ล้านบาท PIT 35%

  • เงินปันผลก่อนหัก: 1,000,000 บาท
  • WHT: 100,000 บาท
  • เงินเข้าบัญชี: 900,000 บาท
  • วิธี A: จ่ายภาษี 100,000 บาท จบ
  • วิธี B: เครดิต = 900,000 × 0.25 = 225,000 ฐาน PIT = 1,125,000 × 35% = 393,750 บาท ต้องจ่ายเพิ่ม 293,750 บาท (393,750 − 100,000)
  • คำแนะนำ: วิธี A ประหยัดกว่า 293,750 บาท ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

ตัวอย่างที่ 4: หุ้น BOI — ยกเว้นภาษีนิติบุคคล

ถ้าบริษัทได้สิทธิ BOI ยกเว้นภาษีนิติบุคคล หรือเป็นกองทุนรวมอสังหาฯ ที่ยกเว้นภาษี เครดิตจะเป็น 0 เพราะไม่มี underlying corp tax

  • เงินปันผลก่อนหัก: 80,000 บาท
  • WHT: 8,000 บาท
  • เงินเข้าบัญชี: 72,000 บาท
  • วิธี A: จ่าย 8,000 บาท จบ
  • วิธี B: เครดิต = 0 ไม่มีสิทธิขอคืน ต้องใช้วิธี A เท่านั้น

ตารางเปรียบเทียบภาษีสุทธิตามอัตรา PIT (สมมติปันผล 50,000 บาท / corp 20%)

PIT ของคุณวิธี A (จ่ายจริง)วิธี B (จ่ายจริง)คำแนะนำ
5%5,000 บาทขอคืน 1,625 บาทวิธี B (kè 1,625)
10%5,000 บาทจ่ายเพิ่ม 625 บาทวิธี A (สะดวก)
15%5,000 บาทจ่ายเพิ่ม 2,875 บาทวิธี A
20%5,000 บาทจ่ายเพิ่ม 5,125 บาทวิธี A
25%5,000 บาทจ่ายเพิ่ม 7,375 บาทวิธี A (broken-even)
30%5,000 บาทจ่ายเพิ่ม 9,625 บาทวิธี A
35%5,000 บาทจ่ายเพิ่ม 11,875 บาทวิธี A

เห็นได้ชัดว่าที่ PIT ต่ำ ๆ PIT 5% เกือบเสมอต้นเสมอปลาย แต่ที่ PIT 10%+ วิธี A ประหยัดและสะดวกกว่ามาก

ขั้นตอนใช้งานเครื่องมือ

  1. กรอก เงินปันผลรวมต่อปี (ก่อนหัก ณ ที่จ่าย) — เช่น 50,000 บาท
  2. เลือก อัตราภาษีนิติบุคคล ของบริษัทส่วนใหญ่ — ปกติ 20% ถ้าเป็นหุ้น BOI ให้เลือก 0%
  3. เลือก อัตราภาษีบุคคลธรรมดาส่วนเพิ่ม ของคุณ — ประมาณจากรายได้สุทธิต่อปีหลังหักค่าใช้จ่าย
  4. กด คำนวณเปรียบเทียบ หรือกด preset
  5. อ่านผล — การ์ดทั้ง 2 วิธี เปรียบเทียบทุกอัตรา PIT และคำแนะนำ

ขั้นตอนยื่นขอเครดิตภาษีเงินปันผล (เลือกวิธี B)

  1. รวบรวมใบแจ้งยอดเงินปันผลทั้งปี ดูจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่บริษัทส่งให้ต้นปีถัดไป
  2. เข้าเว็บ กรมสรรพากร e-Filing หรือใช้โปรแกรม RD Smart
  3. ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (ผู้มีเงินได้จากงาน/กิจการ) หรือ ภ.ง.ด.91 (ผู้มีเงินได้อื่น ๆ) ภายใน 31 มีนาคม ของปีถัดไป
  4. ระบุในช่อง "รายได้ประเภทที่ 4 มาตรา 40(4)(ข)" ตามจำนวนเงินปันผลทั้งหมดที่ได้รับ
  5. ระบุในส่วน "เครดิตภาษีเงินปันผล" ตามจำนวนเครดิตที่คำนวณได้
  6. ส่งแบบ รอกรมสรรพากรประมวลผล ถ้าภาษี WHT มากกว่า PIT จะได้เงินคืนใน 1-6 เดือน

เคล็ดลับ: ถ้าลงทุนผ่านโบรกเกอร์ เช่น บล.กสิกรไทย บล.เกียรตินาคิน ฯลฯ หลายเจ้ามีระบบ Investor Portal ที่ส่งข้อมูลปันผลตรงไปยังกรมสรรพากรให้อัตโนมัติ ไม่ต้องกรอกเอง

ข้อควรระวังและข้อจำกัดที่ควรรู้

  • คำนวณกับปีที่แท้จริง: ปันผลที่บริษัทจ่ายในปีภาษีนี้ แม้จะถูกประกาศจ่ายปีก่อนก็ตาม ถือเอาตามวันที่จ่าย (cash basis) ไม่ใช่วันประกาศ
  • เงินปันผลที่ยังไม่ประกาศ: ถ้าบริษัทประกาศจ่ายปันผลปี 2568 แต่จ่ายจริงปี 2569 ให้นับเป็นรายได้ปี 2569
  • กองทุนรวมที่จ่ายปันผล: กอง RMF/SSF บางกองจ่ายปันผล ก็เข้าข่าย ม.40(4)(ข) เช่นเดียวกัน แต่กองทุนที่ขายหน่วยลงทุนคืน (ไม่ใช่จ่ายปันผล) เป็นกำไรจากการขายหน่วย ไม่ต้องรวมรายได้ที่นี่
  • หุ้นต่างประเทศ: ถ้าลงทุนหุ้น US/EU/Japan เงินปันผลถูกหัก ณ ที่จ่ายในต่างประเทศด้วย (เช่น US 15%) แต่เมื่อนำเข้าไทย ไม่ถูกหัก WHT ในไทยเพิ่ม (มีอนุสัญญาภาษีซ้อน) กรณีนี้ใช้เครดิตภาษีต่างประเทศแทน ต่างจากหุ้นไทย
  • เครดิตภาษีต่างประเทศ: สำหรับหุ้น US หัก 15% ในสหรัฐ นำมารวมรายได้ตอนยื่นไทย ใช้ Foreign Tax Credit แทน
  • ต้องเก็บเอกสาร: ใบ 50 ทวิ และหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายควรเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี
  • ยื่นไม่ทัน: ถ้ายื่นแบบล่าช้า มีค่าปรับ 200 บาท + ดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือน
  • ไม่ใช่คำแนะนำภาษี: ผลจากเครื่องมือนี้เป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ช่วยประมาณการ แต่เรื่องจริงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภาษี หรือสอบถามกรมสรรพากร RD Call Center 1161

เคล็ดลับจัดการภาษีเงินปันผลให้คุ้มสุด

  • รู้ PIT bracket ของตัวเอง: ก่อนเลือกวิธี ต้องรู้ว่าฐานภาษีส่วนเพิ่มของคุณอยู่ที่เท่าไหร่ กรมสรรพากรมีเครื่องมือ "คำนวณภาษี" บนเว็บ
  • ใช้ Investor Portal: ถ้าเทรดผ่านโบรกเกอร์หลัก (กสิกรไทย บัวหลวง เกียรตินาคินภัทร) ส่งข้อมูลปันผลให้กรมสรรพากรอัตโนมัติ ขั้นตอนลดเหลือ 5 นาที
  • เช็ควัน ex-date / XD: ซื้อหุ้นก่อนวัน ex-date ได้ปันผล ถ้าต้องการลดหย่อน ให้ตั้งเป้าว่าจะลงทุนเท่าไหร่ในปีนั้น
  • อย่าลืมปันผลจากกอง SSF/RMF ที่ถอน: กอง SSF/RMF ถ้ามีการจ่ายปันผลระหว่างถือ (ไม่ใช่ตอนขายคืน) ก็ต้องนำไปรวมรายได้ด้วย
  • หุ้น BOI ต้องทำเครื่องหมาย: ถ้าลงทุนหุ้น BOI หลายตัว รวมยอดเป็นรายการเดียว เวลายื่นแบบให้กรอกเป็นกลุ่ม ประหยัดเวลา
  • เก็บหนังสือ 50 ทวิ ไว้ 5 ปี: กรมสรรพากรมีสิทธิตรวจสอบย้อนหลัง เก็บเอกสารทุกปี
  • ติดตามกฎหมาย: กฎกระทรวง ป.119/2545 อาจมีการปรับ กรมสรรพากรมีคำอธิบายในเว็บ ควรเช็คก่อนยื่นทุกปี

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เครดิตภาษีเงินปันผล คืออะไร สรุปง่าย ๆ? เครดิตภาษีเงินปันผล คือจำนวนเงินภาษีที่บริษัทจ่ายปันผลจากกำไรที่เสียภาษีนิติบุคคลไปแล้ว ส่วนนี้จะถูกส่งต่อให้ผู้ถือหุ้นใช้หักภาษีบุคคลธรรมดา สูตรคือ เงินปันผลสุทธิ × อัตราภาษีนิติบุคคล ÷ (100 − อัตราภาษีนิติบุคคล) ถ้าบริษัทจดทะเบียนจ่ายปันผลจากกำไรที่เสียภาษี 20% เครดิตจะเท่ากับปันผลสุทธิ × 0.25

ต้องเลือกวิธีไหน ถ้า PIT 25%? ถ้า PIT ส่วนเพิ่มของคุณ = 25% พอดี และบริษัทจ่ายปันผลจากกำไรที่เสียภาษี 20% ทั้ง 2 วิธีเสมอกัน (broken-even) ไม่มีข้อได้เปรียบทางตัวเลข แนะนำเลือก วิธี A (Final) เพราะสะดวกกว่า ไม่ต้องยื่นแบบ ไม่ต้องลุ้นกรมสรรพากรคืนเงินช้า

ปันผลหุ้นต่างประเทศ ใช้เครดิตภาษีในไทยได้ไหม? ไม่ได้โดยตรง เงินปันผลหุ้นต่างประเทศ เช่น หุ้นสหรัฐอเมริกา ถูกหัก ณ ที่จ่ายที่สหรัฐอเมริกา (15% ตามอนุสัญญาภาษี) ไม่ถูกหักในไทยเพิ่ม แต่ต้องนำมารวมรายได้ตอนยื่นไทย ใช้ Foreign Tax Credit แทน ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-US

ต้องนำปันผลไปรวมรายได้เสมอไหม ถ้าปันผลปีนั้นน้อย? ไม่จำเป็น ถ้า PIT bracket ของคุณสูงพอที่วิธี A ดีกว่า ก็ไม่ต้องนำไปรวม ภายใต้กฎหมาย ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาเลือกได้ตามสะดวก ไม่มีบังคับ เพียงแต่ถ้าเลือกวิธี B ต้องยื่นภายใน 31 มีนาคมของปีถัดไป

ถ้าลืมยื่นแบบ จะต้องทำยังไง? ยื่นสายได้ แต่จะเสียค่าปรับ 200 บาท บวกดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย ถ้าภาษีเป็น 0 (เพราะเลือกวิธี A หรือได้เงินคืนหมด) ก็ไม่มีค่าปรับ แต่อย่าลืมเก็บเอกสารไว้เผื่อตรวจสอบ

ปันผลจากกองทุนรวม SSF/RMF ต้องเสียภาษีเงินปันผลด้วยไหม? กองทุนรวมที่จ่ายปันผลระหว่างถือ (ไม่ใช่ตอนขายคืน) เข้าข่าย ม.40(4)(ข) เหมือนหุ้น แต่กองทุน SSF/RMF ที่ขายหน่วยลงทุนคืนเมื่อครบกำหนด เป็น "กำไรจากการขายหน่วย" ไม่ใช่ปันผล กรณี SSF ถือ 7 ปีขึ้นไปได้รับยกเว้นภาษีกำไร ถ้าขายก่อน 7 ปี กำไรต้องเสีย PIT แต่ไม่ใช่ "ภาษีเงินปันผล"

ลองใช้เครื่องมือคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลของ Savcurv ด้วยตัวเลขจริงของคุณ เปลี่ยนอัตรา PIT และ corp rate เพื่อดูว่าวิธีไหนคุ้มกว่า และขอคืนภาษีได้เท่าไหร่ คำนวณได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ครับ

โฆษณา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ "นโยบายความเป็นส่วนตัว" และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ "จัดการคุ๊กกี้"

ข้อมูลที่ได้และใช้ประมวลผลจากการใช้คุกกี้นั้น ไม่มีการระบุชื่อ หรือบ่งบอกความเป็นตัวตนของท่านได้ อีกทั้งไม่มีการเก็บข้อมูลจำเพาะบุคคลเช่น ชื่อ อีเมล เป็นต้น และใช้เป็นข้อมูลทางสถิติเท่านั้น